flood-disaster

แผนที่จุดเสี่ยงน้ำท่วม สร้างอย่างไร ใช้ข้อมูลอะไร เพื่อเมืองอัจฉริยะที่ปลอดภัย

S

SmartCityStack

แผนที่จุดเสี่ยงน้ำท่วม  สร้างอย่างไร ใช้ข้อมูลอะไร เพื่อเมืองอัจฉริยะที่ปลอดภัย

แผนที่จุดเสี่ยงน้ำท่วม สร้างอย่างไร ใช้ข้อมูลอะไร เพื่อเมืองอัจฉริยะที่ปลอดภัย

ประเทศไทยเผชิญกับภัยธรรมชาติอย่าง น้ำท่วม เป็นประจำทุกปี ซึ่งสร้างความเสียหายต่อชีวิต ทรัพย์สิน และเศรษฐกิจอย่างมหาศาล การรับมือกับภัยพิบัติเหล่านี้ได้อย่างมีประสิทธิภาพจึงเป็นหัวใจสำคัญของการพัฒนาเมืองให้เป็น 'เมืองอัจฉริยะ' ที่ยั่งยืนและปลอดภัย หนึ่งในเครื่องมือสำคัญที่จะช่วยให้การบริหารจัดการภัย น้ำท่วม เป็นไปได้อย่างมีระบบและแม่นยำยิ่งขึ้น คือ 'แผนที่จุดเสี่ยงน้ำท่วม'

แผนที่จุดเสี่ยงน้ำท่วม ไม่ใช่เพียงแค่การแสดงผลข้อมูลบนกระดาษ แต่เป็นระบบอัจฉริยะที่ผสานรวมเทคโนโลยีขั้นสูงและข้อมูลหลากหลายประเภทเข้าด้วยกัน เพื่อให้หน่วยงานภาครัฐสามารถวางแผน ป้องกัน และบรรเทาภัยได้อย่างทันท่วงที บทความนี้จะพาคุณไปทำความเข้าใจว่า แผนที่จุดเสี่ยงน้ำท่วม สร้างขึ้นได้อย่างไร ต้องใช้ ข้อมูลเชิงพื้นที่ ประเภทใดบ้าง และมีประโยชน์อย่างไรต่อการพัฒนาเมืองไทยให้ก้าวไปสู่ Smart City

ทำไมแผนที่จุดเสี่ยงน้ำท่วมจึงสำคัญต่อเมืองอัจฉริยะ?

ในยุคที่สภาพภูมิอากาศเปลี่ยนแปลงบ่อยครั้ง ความรุนแรงและความถี่ของภัย น้ำท่วม มีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้น การบริหารจัดการเมืองแบบเดิมอาจไม่เพียงพอต่อการรับมือกับสถานการณ์ที่ซับซ้อนเหล่านี้ เมืองอัจฉริยะจึงให้ความสำคัญกับการนำเทคโนโลยีดิจิทัลและข้อมูลมาใช้เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการคาดการณ์ ป้องกัน และตอบสนองต่อภัยพิบัติได้อย่างรวดเร็วและแม่นยำ

  • เพิ่มความแม่นยำในการวางแผน การมี แผนที่จุดเสี่ยงน้ำท่วม ที่ชัดเจน ทำให้หน่วยงานสามารถระบุพื้นที่เปราะบางได้อย่างแม่นยำ
  • ลดความเสียหาย ช่วยให้สามารถเตรียมรับมือได้อย่างทันท่วงที เช่น การอพยพประชาชน การจัดเตรียมความช่วยเหลือ
  • การจัดสรรทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพ มุ่งเน้นทรัพยากรไปยัง จุดเสี่ยง ที่ต้องการความช่วยเหลือมากที่สุด
  • สร้างความเชื่อมั่นให้ประชาชน ประชาชนสามารถเข้าถึงข้อมูลและเตรียมพร้อมรับมือได้ด้วยตนเอง

แผนที่จุดเสี่ยงน้ำท่วมคืออะไร?

แผนที่จุดเสี่ยงน้ำท่วม คือ แผนที่ดิจิทัลที่แสดงตำแหน่งและระดับความเสี่ยงของการเกิด น้ำท่วม ในพื้นที่หนึ่งๆ โดยอาศัยการวิเคราะห์ ข้อมูลเชิงพื้นที่ ที่หลากหลาย มันไม่เพียงแต่บอกว่า 'ที่ไหนจะท่วม' แต่ยังรวมถึง 'จะท่วมลึกแค่ไหน' และ 'พื้นที่ใดได้รับผลกระทบมากที่สุด' แผนที่เหล่านี้เป็นเครื่องมือสำคัญในการสนับสนุนการตัดสินใจเชิงกลยุทธ์สำหรับการวางแผนพัฒนาเมือง การจัดการภัยพิบัติ และการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน

วัตถุประสงค์หลักของ แผนที่จุดเสี่ยงน้ำท่วม คือ การช่วยให้หน่วยงานภาครัฐ เช่น เทศบาล องค์การบริหารส่วนจังหวัด และหน่วยงานป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย สามารถดำเนินการเชิงรุก แทนที่จะเป็นเพียงการตอบสนองต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นแล้ว ซึ่งจะนำไปสู่การลดความสูญเสียทั้งชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน

หัวใจของการสร้างแผนที่ ข้อมูลเชิงพื้นที่และแหล่งที่มา

การสร้าง แผนที่จุดเสี่ยงน้ำท่วม ที่แม่นยำและน่าเชื่อถือ ต้องอาศัยการรวบรวมและวิเคราะห์ ข้อมูลเชิงพื้นที่ ที่หลากหลายและครอบคลุม นี่คือข้อมูลหลักๆ ที่จำเป็น

ข้อมูลภูมิประเทศและระดับความสูง (Digital Elevation Model - DEM)

นี่คือข้อมูลพื้นฐานที่สำคัญที่สุดสำหรับระบุทิศทางการไหลของน้ำและพื้นที่ลุ่มต่ำที่เสี่ยงต่อการเกิด น้ำท่วม ข้อมูล DEM ได้มาจากการสำรวจด้วยเทคโนโลยีต่างๆ เช่น

  • LiDAR (Light Detection and Ranging) ให้ข้อมูลระดับความสูงที่แม่นยำสูงมาก สามารถสร้างแบบจำลองภูมิประเทศที่มีความละเอียดถึงระดับเซนติเมตร
  • ภาพถ่ายดาวเทียมและภาพถ่ายทางอากาศ ใช้เทคนิคการสำรวจระยะไกลเพื่อสร้างแบบจำลองระดับความสูง
  • โดรน (UAV) เหมาะสำหรับการสำรวจพื้นที่ขนาดเล็กถึงปานกลาง ให้ข้อมูลที่รวดเร็วและละเอียด

ข้อมูล DEM ช่วยให้สามารถจำลองเส้นทางที่น้ำจะไหลไป และประเมินระดับความลึกของ น้ำท่วม ในแต่ละพื้นที่ได้อย่างสมจริง

ข้อมูลแหล่งน้ำและโครงสร้างพื้นฐาน

ข้อมูลเหล่านี้ช่วยให้เห็นภาพรวมของระบบระบายน้ำและสิ่งกีดขวางทางน้ำ

  • แม่น้ำ ลำคลอง และอ่างเก็บน้ำ ข้อมูลตำแหน่ง ความกว้าง ความลึก และความจุ
  • ท่อระบายน้ำ ประตูระบายน้ำ และสถานีสูบน้ำ ข้อมูลตำแหน่ง ขนาด และสถานะการทำงาน
  • ถนน สะพาน เขื่อน และอาคาร ข้อมูลตำแหน่งและคุณสมบัติทางกายภาพ ซึ่งอาจเป็นทั้งสิ่งกีดขวางทางน้ำ หรือโครงสร้างที่ต้องปกป้องจาก น้ำท่วม

ข้อมูลนี้ช่วยในการวิเคราะห์ประสิทธิภาพของระบบระบายน้ำ และระบุ จุดเสี่ยง ที่โครงสร้างพื้นฐานอาจได้รับผลกระทบ

ข้อมูลปริมาณน้ำฝนและสภาพอากาศ

ปัจจัยหลักที่ก่อให้เกิด น้ำท่วม คือปริมาณน้ำฝนที่ตกลงมาในพื้นที่ ข้อมูลที่จำเป็นได้แก่

  • สถานีตรวจวัดน้ำฝน ข้อมูลปริมาณน้ำฝนแบบ Real-time และย้อนหลัง
  • เรดาร์ฝน ข้อมูลการกระจายตัวและความเข้มของฝนในพื้นที่กว้าง
  • แบบจำลองพยากรณ์อากาศ ข้อมูลพยากรณ์ปริมาณน้ำฝนล่วงหน้า ซึ่งมีความสำคัญต่อระบบเตือนภัยล่วงหน้า

การวิเคราะห์ข้อมูลเหล่านี้ร่วมกับ DEM ช่วยให้สามารถจำลองสถานการณ์ น้ำท่วม ที่อาจเกิดขึ้นได้

ข้อมูลการใช้ที่ดินและสิ่งปกคลุมดิน

ประเภทของการใช้ที่ดินส่งผลต่อความสามารถในการซึมซับน้ำ

  • พื้นที่ป่าไม้และเกษตรกรรม มีอัตราการซึมซับน้ำสูง ช่วยลดปริมาณน้ำที่ไหลบ่าบนผิวดิน
  • พื้นที่เมือง (Urbanized Area) มีพื้นผิวคอนกรีตและสิ่งปลูกสร้างจำนวนมาก ทำให้การซึมซับน้ำต่ำ เกิดน้ำท่วมขังได้ง่าย

ข้อมูลนี้ช่วยในการประเมินปริมาณน้ำท่า (Runoff) และพื้นที่ที่เสี่ยงต่อการเกิด น้ำท่วม ขัง

ข้อมูลประชากรและทรัพย์สิน

เพื่อประเมินผลกระทบและความเปราะบางของชุมชน ข้อมูลเหล่านี้จึงจำเป็น

  • ความหนาแน่นประชากร ระบุพื้นที่ที่มีผู้คนอาศัยอยู่หนาแน่นซึ่งต้องการความช่วยเหลือเร่งด่วน
  • ที่ตั้งโรงพยาบาล โรงเรียน สถานที่ราชการ สถานที่สำคัญที่ต้องได้รับการปกป้องและเป็นศูนย์กลางในการช่วยเหลือ
  • ข้อมูลทรัพย์สินทางเศรษฐกิจ เช่น พื้นที่อุตสาหกรรม เกษตรกรรม ที่อยู่อาศัย เพื่อประเมินมูลค่าความเสียหายทางเศรษฐกิจ

ข้อมูลนี้ช่วยในการจัดลำดับความสำคัญของการป้องกันและการช่วยเหลือเมื่อเกิดเหตุการณ์

ข้อมูลประวัติน้ำท่วมย้อนหลัง

ข้อมูลเหตุการณ์ น้ำท่วม ในอดีต เช่น วันที่เกิด ระดับความลึก พื้นที่ที่ได้รับผลกระทบ เป็นสิ่งที่มีค่าอย่างยิ่งในการ

  • สอบเทียบแบบจำลอง เพื่อให้แบบจำลองการเกิด น้ำท่วม มีความแม่นยำใกล้เคียงกับความเป็นจริง
  • ระบุ จุดเสี่ยง ซ้ำซาก ช่วยในการทำความเข้าใจสาเหตุและผลกระทบในระยะยาว

การบันทึกข้อมูลเหล่านี้อย่างเป็นระบบและต่อเนื่องเป็นสิ่งสำคัญสำหรับหน่วยงานท้องถิ่น

GIS เทคโนโลยีหลักในการสร้างและวิเคราะห์

หัวใจสำคัญในการนำ ข้อมูลเชิงพื้นที่ เหล่านี้มารวมกัน วิเคราะห์ และแสดงผลออกมาเป็น แผนที่จุดเสี่ยงน้ำท่วม ที่ใช้งานได้จริง คือ ระบบสารสนเทศภูมิศาสตร์ (Geographic Information System - GIS)

GIS คืออะไรและทำงานอย่างไร?

GIS เป็นระบบคอมพิวเตอร์ที่ออกแบบมาเพื่อจัดการ รวบรวม จัดเก็บ วิเคราะห์ และแสดงผล ข้อมูลเชิงพื้นที่ หรือข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับตำแหน่งบนพื้นโลก GIS ช่วยให้เราสามารถมองเห็น เข้าใจ ตีความ และจินตนาการข้อมูลในรูปแบบที่หลากหลาย ซึ่งเปิดโอกาสให้สามารถแก้ปัญหาที่ซับซ้อนเกี่ยวกับตำแหน่งได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในบริบทของการวางแผนและจัดการภัยพิบัติ

การทำงานของ GIS คือการซ้อนทับข้อมูลจากแหล่งต่างๆ เข้าด้วยกัน เช่น แผนที่ถนน แผนที่การใช้ที่ดิน และแผนที่ภูมิประเทศ เมื่อข้อมูลเหล่านี้ถูกซ้อนทับกัน จะทำให้สามารถวิเคราะห์ความสัมพันธ์เชิงพื้นที่ที่ซับซ้อนได้ ตัวอย่างเช่น การดูว่าโรงพยาบาลตั้งอยู่ในพื้นที่เสี่ยง น้ำท่วม หรือไม่

บทบาทของ GIS ในการสร้างแผนที่จุดเสี่ยงน้ำท่วม

GIS มีบทบาทสำคัญในทุกขั้นตอนของการสร้าง แผนที่จุดเสี่ยงน้ำท่วม ตั้งแต่การจัดการข้อมูลไปจนถึงการวิเคราะห์และนำเสนอผลลัพธ์

  • การจัดการข้อมูล GIS ช่วยในการจัดเก็บข้อมูลประเภทต่างๆ (จุด เส้น พื้นที่) ในรูปแบบฐานข้อมูลเชิงพื้นที่ที่มีประสิทธิภาพ ทำให้สามารถเข้าถึงและอัปเดตข้อมูลได้ง่าย
  • การสร้างแบบจำลองการไหลของน้ำ (Hydrological Modeling) ใช้ข้อมูล DEM และปริมาณน้ำฝนเพื่อจำลองว่าน้ำจะไหลไปในทิศทางใด ท่วมขังที่ไหน และระดับความลึกเท่าไหร่
  • การวิเคราะห์พื้นที่รับน้ำ (Catchment Area Analysis) ระบุขอบเขตของพื้นที่ที่น้ำไหลลงสู่แหล่งน้ำเดียวกัน ช่วยให้เข้าใจแหล่งที่มาของ น้ำท่วม
  • การกำหนดเขตน้ำท่วม (Floodplain Mapping) กำหนดขอบเขตของพื้นที่ที่คาดว่าจะได้รับผลกระทบจาก น้ำท่วม ในสถานการณ์ต่างๆ เช่น น้ำท่วม 5 ปี 10 ปี หรือ 100 ปี
  • การซ้อนทับข้อมูล (Overlay Analysis) ซ้อนทับข้อมูล จุดเสี่ยง น้ำท่วม กับข้อมูลประชากร โครงสร้างพื้นฐาน เพื่อประเมินความเสียหายและความเปราะบาง

กระบวนการสร้างแผนที่จุดเสี่ยงน้ำท่วม

การสร้าง แผนที่จุดเสี่ยงน้ำท่วม ไม่ใช่เรื่องของการกดปุ่มเพียงครั้งเดียว แต่เป็นกระบวนการที่มีขั้นตอนและต้องอาศัยความเชี่ยวชาญ

1 การรวบรวมและเตรียมข้อมูล

ขั้นตอนนี้คือการนำข้อมูลดิบที่กล่าวมาข้างต้นมาจัดระเบียบ ตรวจสอบความถูกต้อง แก้ไขข้อผิดพลาด และแปลงให้อยู่ในรูปแบบที่ระบบ GIS สามารถนำไปใช้งานได้ ข้อมูลที่แตกต่างกันอาจมีรูปแบบที่ต่างกัน จำเป็นต้องมีการรวมแหล่งข้อมูล (data integration) เพื่อให้สามารถวิเคราะห์ร่วมกันได้

2 การสร้างแบบจำลองสถานการณ์น้ำท่วม

ใช้ข้อมูล DEM และข้อมูลปริมาณน้ำฝน ร่วมกับแบบจำลองทางอุทกวิทยา (Hydrological Models) เพื่อจำลองสถานการณ์ น้ำท่วม ที่เป็นไปได้ เช่น หากฝนตกหนักในระดับ 100 มิลลิเมตรต่อวัน น้ำจะท่วมพื้นที่ใดบ้าง ระดับความลึกเท่าไหร่ และจะใช้เวลานานแค่ไหนกว่าน้ำจะลด

3 การวิเคราะห์และกำหนดจุดเสี่ยง

นำผลลัพธ์จากแบบจำลองน้ำท่วม มาซ้อนทับกับข้อมูลความเปราะบางต่างๆ เช่น ความหนาแน่นประชากร ที่ตั้งโรงเรียน โรงพยาบาล และโครงสร้างพื้นฐานสำคัญ เพื่อประเมินระดับความเสี่ยงในแต่ละพื้นที่ จากนั้นทำการแบ่งระดับความเสี่ยงเป็น โซนสีต่างๆ เช่น สีแดง (เสี่ยงสูง) สีส้ม (เสี่ยงปานกลาง) สีเหลือง (เสี่ยงต่ำ) เพื่อให้ง่ายต่อการทำความเข้าใจและการตัดสินใจ

4 การแสดงผลและเผยแพร่แผนที่

เมื่อได้ แผนที่จุดเสี่ยงน้ำท่วม ที่สมบูรณ์แล้ว จะต้องนำเสนอในรูปแบบที่เข้าถึงและใช้งานง่าย เช่น แผนที่ดิจิทัลบนแพลตฟอร์มออนไลน์ เว็บไซต์ของหน่วยงาน หรือแอปพลิเคชันบนมือถือ เพื่อให้ประชาชนและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องสามารถเข้าถึงข้อมูลได้ตลอดเวลา นอกจากนี้ การอัปเดตข้อมูลอย่างต่อเนื่อง เช่น การเปลี่ยนแปลงการใช้ที่ดิน หรือการสร้างโครงสร้างพื้นฐานใหม่ๆ ก็เป็นสิ่งสำคัญ เพื่อให้ แผนที่ มีความทันสมัยและแม่นยำอยู่เสมอ

ประโยชน์และกรณีศึกษาสำหรับหน่วยงานภาครัฐไทย

แผนที่จุดเสี่ยงน้ำท่วม มีประโยชน์มหาศาลต่อการบริหารจัดการเมืองของหน่วยงานภาครัฐไทยในหลายมิติ

การวางแผนป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย

หน่วยงาน ปภ. (กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย) หรือเทศบาล สามารถใช้ แผนที่ นี้เพื่อกำหนดจุดตั้งศูนย์พักพิงชั่วคราว วางแผนเส้นทางอพยพที่ปลอดภัย กำหนดพื้นที่ในการจัดเก็บอุปกรณ์ช่วยเหลือ และจัดสรรกำลังพลล่วงหน้าไปยัง จุดเสี่ยง ก่อนเกิดเหตุการณ์จริง ซึ่งจะช่วยลดความโกลาหลและเพิ่มประสิทธิภาพในการช่วยเหลือชีวิตผู้คน

การวางผังเมืองและการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน

กรมโยธาธิการและผังเมือง หรือหน่วยงานท้องถิ่น สามารถใช้ แผนที่จุดเสี่ยงน้ำท่วม เป็นข้อมูลประกอบการตัดสินใจในการออกใบอนุญาตก่อสร้าง หรือการวางผังเมืองในระยะยาว เพื่อหลีกเลี่ยงการสร้างสิ่งปลูกสร้างสำคัญในเขตที่มีความเสี่ยงสูง อีกทั้งยังช่วยในการออกแบบและปรับปรุงระบบระบายน้ำ ท่อส่งน้ำ หรือเขื่อน ให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น เพื่อรองรับปริมาณน้ำที่เพิ่มขึ้นในอนาคต

การแจ้งเตือนภัยล่วงหน้าและการสื่อสารกับประชาชน

เมื่อมีการคาดการณ์ฝนตกหนักหรือระดับน้ำที่สูงขึ้น แผนที่จุดเสี่ยงน้ำท่วม สามารถนำมาใช้ร่วมกับระบบเตือนภัยล่วงหน้า เพื่อส่งข้อความแจ้งเตือนไปยังประชาชนในพื้นที่เสี่ยงได้อย่างรวดเร็วและเฉพาะเจาะจง ทำให้ประชาชนมีเวลาเตรียมตัว เก็บของมีค่า หรืออพยพได้อย่างทันท่วงที ซึ่งเป็นสิ่งสำคัญในการสร้างความปลอดภัยและความเชื่อมั่นในชุมชน

การประเมินความเสียหายและการฟื้นฟูหลังน้ำท่วม

หลังเกิดเหตุการณ์ น้ำท่วม หน่วยงานสามารถใช้ แผนที่ นี้ในการประเมินความเสียหายต่อพื้นที่เกษตรกรรม ที่อยู่อาศัย และโครงสร้างพื้นฐานได้อย่างรวดเร็วและแม่นยำ ช่วยในการจัดลำดับความสำคัญของการฟื้นฟู และการจัดสรรงบประมาณเยียวยาได้อย่างเป็นธรรมและตรงจุด นอกจากนี้ยังช่วยในการวิเคราะห์สาเหตุของความเสียหาย เพื่อป้องกันการเกิดซ้ำในอนาคต

บทสรุป ก้าวสู่เมืองอัจฉริยะที่พร้อมรับมือภัยธรรมชาติ

การลงทุนในการพัฒนา แผนที่จุดเสี่ยงน้ำท่วม ด้วยเทคโนโลยี GIS และ ข้อมูลเชิงพื้นที่ ที่แม่นยำ ไม่ใช่เพียงแค่การลงทุนในเครื่องมือ แต่เป็นการลงทุนในอนาคตของเมืองและชีวิตของประชาชน การมีแผนที่เหล่านี้จะช่วยให้หน่วยงานภาครัฐของไทย ไม่ว่าจะเป็นเทศบาล อบต หรือหน่วยงานระดับจังหวัด สามารถบริหารจัดการภัย น้ำท่วม ได้อย่างชาญฉลาด มีประสิทธิภาพ และยั่งยืน สร้างความมั่นใจให้แก่ผู้คนในชุมชน และก้าวไปสู่การเป็นเมืองอัจฉริยะที่พร้อมรับมือกับทุกความท้าทายจากภัยธรรมชาติ

หากหน่วยงานของคุณกำลังมองหาโซลูชันเพื่อพัฒนาศักยภาพในการบริหารจัดการภัยพิบัติ และต้องการสร้าง แผนที่จุดเสี่ยงน้ำท่วม ที่ทันสมัยและแม่นยำ เพื่อปกป้องเมืองและประชาชน โปรดอย่าลังเลที่จะติดต่อผู้เชี่ยวชาญด้าน Smart City และเทคโนโลยี GIS เพื่อปรึกษาและวางแผนโครงการ การเริ่มต้นวันนี้คือการสร้างความปลอดภัยที่ยั่งยืนสำหรับวันพรุ่งนี้

แผนที่จุดเสี่ยงน้ำท่วม สร้างอย่างไร ใช้ข้อมูลอะไร เพื่อเมืองอัจฉริยะที่ปลอดภัย | SmartCityStack